Profil de Mmc",)..Anytime Anywhere.....PhotosBlogListes Outils Aide

Blog


16 février

เคปทาวน์ที่รัก

 
 
เทอ : สวยจังเนอะ
เรา: จริงๆพระอาทิตย์ก็ตกทุกวันอ่ะนะ แต่วันนี้พิเศษมากๆเลยสำหรับเรา
เทอ : สิบวินาทียังอ่ะ
เรา : อีกแป๊บนึง เรารอเสียงติ๊กอยู่ เดี๋ยวไม่ใช่หันไปกล้องหายนะ เหอๆ
เทอ : อืมดิ เหอๆ
 
และแล้วเราสองคนก็ได้ภาพความประทับใจนี้มา โฮะๆๆๆ
 
การท่องเที่ยวอันแสนสุขเราไม่เกี่ยงว่าจะเป็นที่ไหน อย่างไร อยู่ที่ว่าเราไปกับใครต่างหาก เห็นด้วยกับเรามั้ย?
.
.
 
ขอเปิดเรื่องราวความประทับใจในการท่องเที่ยวครั้งนี้ด้วยรูปแสงสุดท้ายของวัน ก่อนวันสุดท้ายของเราสองคน หลังจากวันแห่งความทรงจำดีดีได้ผ่านไปแล้ว เราเกิดอาการ Post-trip Syndrome ขึ้น เป็นอาการของคนที่ไปเที่ยวมาแล้วยังนึกถึง ฝันถึงช่วงเวลาแห่งความสุขเหล่านั้น เราคนนึงแหละที่เป็น แม้ว่าเวลาจะผ่านมาเกือบหนึ่งปีแล้วก็ตาม
 
ซื้อตั๋ว>แพคกระเป๋า>ออกเดินทางไปกับคนรู้ใจ>ไม่ต้องใช้วีซ่า>มุ่งหน้าสู่เคปทาวน์กันเลย ^o^
 
เมืองเคปทาวน์ตั้งอยู่ทางใต้สุดของประเทศแอฟริกาใต้ เป็นเมืองตากอากาศติดอันดับต้นๆของโลก หลายคนอาจจะไม่คุ้นหูกับชื่อเมืองนี้เท่าไหร่นักเมื่อเทียบกับเมืองโจฮันเนสเบิร์กแล้ว แต่จะมีสักกี่คนที่เมื่อนึกถึงสถานที่ท่องเที่ยวต่างประเทศจะนึกถึงเมืองเคปทาวน์นี้
 
ทริปของพวกเราอาศัยความชิว ความกล้า และใจรักในการเดินทางเป็นตัวขับเคลื่อนให้สี่เท้าของเราก้าวไปด้วยกัน ระยะเวลาของการเที่ยวครั้งนี้เราจำกัดไว้เพียงห้าวัน แต่ก็เป็นห้าวันที่คุ้มค่าและมีความหมายจริงๆ....ก่อนการเดินทางพวกเราศึกษาสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญในเมืองเคปทาวน์และเขียนรายการไว้เท่านั้น บินลัดฟ้าจากกรุงเทพฯถึงที่หมายใช้เวลาประมาณ 13 ชั่วโมง ใจจดจ่อ ตื่นเต้น เพราะนี่เป็นการเที่ยวแบบแบคแพคครั้งแรกของพวกเรา
 
สิ่งที่พวกเราทำอันดับแรกคือหาสถานที่เช่ารถ ซึ่งมีอยู่มากมายหลายบริษัทให้เลือก และที่สำคัญอุปสรรคดอกแรกก็คือจะต้องจ่ายค่าเช่ารถผ่านบัตรเครดิต พวกเราก็ต้องหาโทรศัพท์โทรกลับกรุงเทพเพื่อที่จะเปิดใช้บริการบัตรเครดิตในเมืองนี้ ใช้เวลาอยู่พอสมควร รู้สึกเคว้งๆ เนื่องจากพวกเราไม่มีการสำรองที่พัก ไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน เหมือนหลุดออกมาอยู่อีกโลกนึงแบบรู้ตัว ในที่สุดหลังจากได้รถที่ถูกใจแล้ว ก็ใช้ใจใส่เกียร์อีกแรงมุ่งหน้าไปตามทาง ตามแผนที่ที่มีในมือ หาจุดท่องเที่ยวหลักเป็นจุดเริ่มต้นของทริป
 

 

ขับรถไปตามทางถนนสายหลัก สายตาและจิตใจของเราสองคนก็สอดส่องสองข้างทาง ตื่นตาตื่นใจระคนตื่นเต้นกับสิ่งที่อยู่รอบๆตัว ธรรมชาติโอบล้อมเราอยู่ ไม่ว่าจะเป็นภูเขาที่อยู่เบื้องหน้าและที่ขนาบข้างตัดกับทะเลอันกว้างใหญ่ที่ไม่มีที่สิ้นสุดของฝั่งตรงข้าม ต้นไม้ตามเชิงเขาเขียวชอุ่มแซมสีแดงและสีส้มตามฤดูกาล สลับกับบ้านที่อยู่อาศัยที่ไล่เรียงเป็นชั้นๆตามเชิงเขา เปรียบเสมือนที่พักตากอากาศชั้นหนึ่งในสายตาของพวกเรา แต่สำหรับคนที่นี่ นี้คือวิถีชีวิตความเป็นอยู่ท่ามกลางธรรมชาติที่น่าอิจฉาเป็นที่สุด

 

เราสองคนหมุนกระจกรถลงจนสุดเพื่อรับลมธรรมชาติอันบริสุทธิ์ เมืองนี้ได้ต้อนรับพวกเราแล้ว เอ้า!สูดอากาศให้เต็มปอด นี่แหละคือการท่องเที่ยว พักร้อนอย่างแท้จริง

ส่วนเรื่องที่พักของเราสองคน คิดกันไว้ว่า ค่ำไหนก็ค่อยหาที่พักตามที่ถูกใจ ที่นี่มีที่พักตามทางมากมาย แทรกตัวอยู่รวมกับบ้านอยู่อาศัยนั่นแหละ บ้างก็ดัดแปลงบ้านพักของตัวเอง แบ่งห้องนอนไว้ให้สำหรับนักท่องเที่ยว ทำให้รู้สึกเป็นเหมือนโฮมสเตย์ ซึ่งเกสเฮ้าส์ B&B หรือโฮมสเตย์ของที่นี่ก็มีการจัดอันดับ ให้ดาวเหมือนโรงแรมชั้นนำกันด้วย

ดูตามรายการสถานที่ท่องเที่ยวที่จดมา ดูเวลาขณะนั้น ดูแผนที่ที่ถืออยู่ในมือ ทำให้เราสองคนตัดสินใจเดี๋ยวนั้นว่าไปตามหาเกาะแมวน้ำ (Seal Island) ทักทายกลุ่มเจ้าถิ่นร่วมโลกกันก่อน

นอกจากถนนสายหลักที่กว้างพอสมควรแล้วยังจะมีเส้นทางซอกซอยเล็กๆลัดตามเชิงเขามากมาย แต่ไม่ซับซ้อนเลย รู้สึกว่าเมืองนี้ถูกวางผังเมืองไว้ดีมากๆ แม้ว่าลักษณะภูมิประเทศจะไม่เรียบแบน อย่างไรก็ตามเป็นธรรมดาที่คนแปลกถิ่นอย่างเราสองคนหลงทางขับวนอยู่หลายรอบ ถ้าคิดในแง่ดีการหลงทางทำให้เราชินกับเส้นทางนั้นๆ อีกทั้งยังได้ดื่มด่ำกับบรรยากาศข้างทางด้วย ^u^ ในที่สุดจนแล้วจนรอดก็ช่วยกันงมหาทางมาเกาะแมวน้ำจนได้  ซึ่งเกาะแมวน้ำตั้งอยู่ที่ Hout Bay ขับรถตามเส้นทางจากกลางใจเมือง (V&A Waterfront) ออกมาเพียงสิบห้านาทีก็มาถึง

 

จอดรถที่ท่าเรือ Hout Bay ลงเรือที่จอดรอนักท่องเที่ยว และมีกำหนดออกตามเวลา เพื่อไปเยี่ยมครอบครัวแมวน้ำที่นอนอาบแสงแดดอ่อนๆยามบ่าย เรือที่บรรจุนักท่องเที่ยวจำนวนหนึ่งได้เคลื่อนตัวออกจากท่าเรือ มุ่งหน้าไปยังบ้านหรือบริเวณที่เจ้าแมวน้ำอาศัยอยู่ วิ่งด้วยความเร็วพอสมควรใช้เวลาประมาณสิบห้านาทีก็มาถึงถิ่น พวกเราได้เห็นตัวแมวน้ำขนสีดำขลับ สลับสีเทาๆ กลมกลืนกับสีของโขดหินมากๆ นอนเรียงกันแน่นขนัด นับร้อยตัว ดูอบอุ่นดีจัง บ้างก็ว่ายน้ำ กระโดดตัวลอยต้อนรับผู้มาเยี่ยมอย่างพวกเรา คงเป็นความเคยชินสำหรับพวกมันไปซะแล้วที่ได้เห็นมนุษย์มากหน้าหลายตามาเยี่ยมถึงที่ ระหว่างทางจะไปบ้านของเหล่าแมวน้ำนั้นได้เห็นทัศนียภาพ วิถีชีวิตของชาวเลที่นี่ สองฝั่งทางที่ขนานไปกับทะเลเป็นเทือกเขา มีกลิ่นคาวของเจ้าถิ่นรวมอยู่ด้วย

 

การไปเยี่ยมเหล่าแมวน้ำ เจ้าหน้าที่เดินเรือมีกำหนดเวลาเยี่ยมชมให้ประมาณครึ่งชั่วโมง ก็ต้องกลับเข้าฝั่ง ขับรถเก็บบรรยากาศต่อไป

ระหว่างทางเห็นป้ายลูกศรชี้ไป Scenic Route (Chapman's peak drive) ก็เข้าใจว่าจะต้องเป็นทางที่มีทัศนียภาพสวยงามแน่นอน จึงไม่ลังเลที่จะเลี้ยวตามทางนั้นไปและก็พบสิ่งที่ต้องการ

  
 
 
เนื่องจากภูมิประเทศของเมืองนี้เป็นภูเขา มีมหาสมุทรโอบล้อม ทำให้ถนนหนทางจะขนาบไปด้วยด้านทะเลและภูเขา มีทางโค้ง และทางชันมาก แต่การขับรถสะดวก จราจรไม่ติดขัด แผนที่ ถนนหนทางชัดเจนโดยมีหมายเลขถนนกำกับ ที่สำคัญพวงมาลัยรถอยู่ด้านขวาเหมือนบ้านเรา วิวสองข้างทางสุดยอดจริงๆ อากาศในช่วงนี้ (เดือนเมษายน) เย็นสบาย เป็นช่วงปลายร้อนต้นหนาว อากาศที่นี่จะตรงกันข้ามกับบ้านเรา อุณภูมิขณะนั้นประมาณ 18-23 องศา
 
ทาง scenic route นี้ เป็นเหมือนเส้นทางสำหรับผู้ที่ต้องการมาออกกำลังกาย เดินเล่น ชมวิวพระอาทิตย์ขึ้นและตก ไม่ใช่เส้นทางสายหลัก มีการเก็บค่าบริการผ่านทางนี้ด้วย เราได้พบเห็นทั้งคนที่ขับรถมาอย่างพวกเรา คนที่ขี่จักรยานเดี่ยวๆ  และคู่เดินเท้า ส่วนเราสองคนได้จอดรถพัก ยืนดูวิวรอบๆตัว สูดอากาศ ยืดเส้นยืดสาย จนกระทั่งสัญญาณสิ้นสุดของวันก็ปรากฏอยู่ตรงหน้าพวกเรา ^__^
 
อิ่มตาอิ่มใจกับบรรยากาศของวันแรกในเมืองเคปทาวน์ นี่เป็นเพียงแค่น้ำจิ้มของทริปเท่านั้น จากนั้นพวกเราก็พร้อมหาอาหารกายและที่พักพิงสำหรับคืนแรกในเขตเมือง เราสองคนเข้าพักกันที่ Sleep-Easy Hotel ซึ่งเป็นโรงแรมเล็กๆ ระดับสามดาว โอเคใช้ได้ทีเดียว หลังจากที่ทานอาหารค่ำ และเดินเที่ยวบริเวณท่าเรือ V&A Waterfront แล้ว ก็กลับที่พักซึ่งขับรถห่างออกมาเพียงสิบนาที อาบน้ำ สบายตัว แล้วก็หลับกันแบบไม่รู้เรื่องเลย พักผ่อนกันเต็มที่ในคืนแรก เตรียมลุยต่อในเช้าวันใหม่
 
 
 
ร้านอาหารเรียงรายที่ V&A Waterfront (Victoria and Alfred Waterfront) นับว่าเป็นศูนย์กลางของนักท่องเที่ยวในเมืองเคปทาวน์เลยก็ว่าได้
 
วันที่สองล่องลงใต้
 
วันนี้คิดกันไว้คร่าวๆแค่ว่าจะไปที่ไหนบ้าง โดยไม่มีการจำกัดเวลา ชิวๆตามประสา ที่แรกที่พวกเราตั้งตารอคอยกันมากคือภูเขาโต๊ะ (Table Mountain) แค่ชื่อก็บอกรูปร่างลักษณะของภูเขาได้อย่างชัดเจน เป็นภูเขาหน้าตัดสูงประมาณ 1,085 เมตร จุดเด่นที่สำคัญและมหัศจรรย์คือมีกลุ่มเมฆปุกปุยลอยอยู่เหนือหน้าตัดภูเขา ดูแล้วเหมือนผ้าปูโต๊ะ (Table Cloth) นั่นเอง บางวันก็เป็นผ้าบางๆ แต่บางวันก็จะเห็นเป็นผ้านวมหนาๆดูนุ่มๆ ^^
 
 
 
รูปที่สองถ่ายวันที่ฟ้าใสกว่า ทำให้เห็นชัดว่า กลุ่มเมฆปกคลุมหนาเฉพาะหน้าเขาเท่านั้น ^^
 
 
 
 
ขับรถขึ้นเขาไปตามเส้นทางเลาะขึ้นเขาที่ให้นักท่องเที่ยวได้ไปสัมผัสกับสิ่งมหัศจรรย์ของธรรมชาติเช่นนี้ จอดรถตามไหล่เขาไล่เรียงกันมาซึ่งวันนั้นมีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ทำให้ต้องจอดไกลออกไปจากจุดขึ้นเคเบิลคาร์สักหน่อย จากนั้นนั่งกระเช้าลอยฟ้าหรือเคเบิลคาร์ที่หมุนได้ 360 องศาโดยใช้เวลาไม่นานก็ได้ขึ้นไปเหยียบบนหน้าโต๊ะกัน วิวของเมืองเคปทาวน์ทั้งเมืองจากข้างบนสู่เบื้องล่าง 360 องศา สวยทุกมุม มองออกไปเห็นขอบฟ้าที่ไกลสุดตา รวมถึงอากาศที่บริสุทธิ์ ทำให้ไม่อยากลงจากโต๊ะตัวมหึมาตัวนี้เลย T.T
 
 
 
วันที่เราสองคนไปเหยียบภูเขาโต๊ะนั้น เป็นวันที่มีเมฆปกคลุมหน้าตัดภูเขาน้อยมาก จนแทบไม่เห็นเลย ทำให้เราพลาดโอกาสที่จะเห็นกลุ่มเมฆหนาๆลอยเหนือหัวเรา (เป็นวันนั้นวันเดียวสิน่า)
.
.
 
ไปกันต่อนะ^o^
 
 
 
เมืองเคปทาวน์เป็นเมืองเล็กๆ ใช้เวลาในการขับรถจากด้านนึงไปอีกด้านนึงโดยประมาณสองชั่วโมง (ไม่รวมเวลาหลงนะ) และจะต้องมีทักษะในการขับรถพอสมควร เพราะจะต้องขึ้นเขา ลงเนิน ลาดชัน เรียกว่าทุกสถานการณ์เลยก็ว่าได้ เรื่องนี้ต้องยกความเก่งให้คุณแว้วสุดที่รัก
 
เราขับรถไปตามทางด้านภูเขามุ่งหน้าสู่ทางด้านใต้สุดของเมือง ที่เราตั้งใจเดินทางไปก็คือ Cape of Good Hope หรือแหลมกู๊ดโฮปนั่นเอง ตั้งใจกันว่าจะไปดูแสงสุดท้ายของวันกันที่นั่น ระหว่างทางจึงได้แวะกิน ถ่ายรูป เดินเล่นชมวิว และมาทักทายนกเพนกวินสายพันธุ์แอฟริกาที่หาดโบลเดอร์ก่อน
 
   
 
นกเพนกวินพันธุ์แอฟริกานี้ตัวจะเล็ก โดยเฉพาะตัวผู้จะตัวเล็กกว่าตัวเมีย และมีอายลายเนอร์สีชมพูซะด้วย เวลาเดินจะน่ารักเป็นพิเศษ ^^ อากาศที่ชายหาดดีมากๆ สุขใจสุดๆ เกาะโบลเดอร์แห่งนี้เป็นที่อยู่ของนกเพนกวินโดยเฉพาะ น่าทึ่งมากที่เมืองเคปทาวน์นี้ มีทั้งเกาะส่วนตัวของเหล่าแมวน้ำ และหาดทรายสวยๆของเจ้าเพนกวิน เราสองคนยืนดูการใช้ชีวิตของเจ้าเพนกวินพักนึงบนสะพานที่สร้างขึ้นสำหรับคนที่มาเยี่ยมชม ไม่สามารถเดินลงไปบนหาดทรายได้ เห็นพวกมันเดินไปเดินมาทักทายกัน บ้างก็กำลังฟักไข่ บ้างก็นอนแผ่ริมหาดไม่สนใจใคร ดูแล้วอยากเป็นพวกบ้างจัง ที่ได้กลิ้งเล่นอยู่บนหาดส่วนตัวที่มีทรายละเอียดๆ นุ่มๆด้วย
 
 
 
 
หาดโบลเดอร์ (Bolder Beach) ตั้งอยู่ระหว่างทางที่จะไปแหลมกู๊ดโฮป จึงเป็นที่ที่นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาดมาเยี่ยมชม ซึ่งระยะทางจากภูเขาโต๊ะล่องมาเรื่อยๆจะใช้เวลาประมาณชั่วโมงครึ่ง และจากหาดโบลเดอร์นี้ล่องลงใต้สุดจะใช้เวลาอีกประมาณครึ่งชั่วโมง เส้นทางเดินรถจะเป็นเส้นทางสายหลักซึ่งมีป้ายบอกเส้นถนนอยู่เป็นระยะๆ อีกทั้งยังมีจุดข้อมูลนักท่องเที่ยวตั้งอยู่ในบริเวณชุมชนด้วย ทำให้การท่องเที่ยวในเมืองนี้สะดวก ง่าย และตรงความต้องการ
 
........ออกเดินทางต่อไปยังที่หมายปลายทางจุดใต้สุดของประเทศแอฟริกาใต้ แหลมกู๊ดโฮป มีป้ายบอกทางเข้าชัดเจน ซึ่งในบริเวณทางเข้าไปนั้นเป็นเขตสงวน เมื่อแสงสุดท้ายหมดเมื่อไหร่ ก็เท่ากับว่าเส้นทางนั้นจะมืดสนิท และอาจจะมีสัตว์โลกน่ารักออกมาทักทายพวกเราก็ได้ 
 
 
    
(ขาตั้งกล้องทำให้เรามีภาพสวยๆ ถูกใจร่วมกัน ^^)
 
ใกล้ๆกับแหลมกู๊ดโฮป จะมีประภาคารตั้งตระหง่านอยู่ เรียกว่าเคปพอยท์ (Cape Point) เราสองคนก็ขึ้นรถรางกันไปและเดินเท้าต่ออีกหน่อยต้านแรงลมที่มีระดับแรงมากๆ อาจปลิวได้เลยทีเดียวต้องคอยพยุงกันถ่วงน้ำหนักกันไป เมื่อไปยืนอยู่บนยอดแล้วก็พบสิ่งมหัศจรรย์ที่ไม่เคยคิดว่าจะได้เห็นต่อหน้า คือเห็นรอยตะเข็บของมหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแอตแลนติก สีของน้ำแตกต่างกันอย่างชัดเจนถ้าสังเกตดีดี เสียดายที่กล้องถ่ายรูปไม่สามารถเก็บรายละเอียดภาพตรงหน้าได้ แต่ภาพที่เห็นในวันนั้น ยังติดอยู่ในใจจนถึงทุกวันนี้ เมื่อก่อนเคยสงสัยว่าทำไมมหาสมุทรจะต้องแบ่งชื่อแยกกัน ทั้งๆที่มองในแผนที่โลกก็เป็นน้ำกว้างใหญ่ผืนเดียวกัน แต่ตอนนี้ได้เห็นรอยต่อจึงได้รู้ว่ามันไม่ได้เป็นผืนเดียวกันจิงๆ
 
จากนั้นมาตรงจุดที่เรียกว่าแหลมกู๊ดโฮป มีความเชื่อกันว่านักเดินเรือในสมัยก่อน พยายามที่จะหาทางเดินเรือไปยังฝั่งตะวันออก จนมาเจอทางในส่วนใต้สุดนี้ ซึ่งเป็นทางที่สามารถเดินเรือไปยังฝั่งตะวันออกได้โดยผ่านมหาสมุทรอินเดีย นักเดินเรือจึงตั้งชื่อว่า Cape of Good Hope แหลมแห่งความหวังนั่นเอง
 
บริเวณแหลมกู๊ดโฮปเป็นเหมือนชายทะเลที่มีมีโขดหินมากมาย คลื่นลมแรงมาก มีคลื่นสูงกระทบฝั่งตลอด เราสองคนนั่งบนโขดหินรับลม ยังโดนลมพัดน้ำกระเซ็นใส่ ทำให้รู้สึกว่าการที่จะเดินเรือข้ามมหาสมุทรนี้คงยากพอสมควร เพราะกระแสน้ำที่แรงเป็นอุปสรรคที่น่ากลัวที่สุดสำหรับนักเดินเรือ
 
 
 
และที่แห่งนี้ยังมีความเชื่ออีกว่าเมื่อมาถึงแล้ว ให้หันหลังโยนเหรียญลงมหาสมุทรและอธิษฐานแล้วห้ามหันหลังกลับไปมองที่บริเวณนั้นแล้วจะสมหวัง ก็เป็นความเชื่อที่ว่ากันต่อๆมา สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับเราสองคนในวันนั้นคือภารกิจแสงสุดท้าย การได้เห็นแสงสุดท้ายกับคนรู้ใจ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ก็มีความสุขสุดๆจริงๆ ทำให้เรารู้สึกว่าเวลาของทั้งวันนั้น เป็นช่วงเวลาที่ดีดีร่วมกัน มันมีค่ามากๆ จนถึงช่วงนาทีสุดท้ายของวัน และเราสองคนก็รอที่จะเริ่มต้นวันใหม่ไปพร้อมๆกัน ^_________^ มองขึ้นไปบนท้องฟ้า ยังได้เห็นฝูงนกบินกลับรังพร้อมกันเป็นแถวยาว นกเป็นสัตว์ที่มีอิสระแต่ก็มีความสามัคคีด้วยนะ 
 
 
.
.
กลิ่นกาแฟกรุ่นๆ ขนมปังปิ้งร้อนๆ กับอากาศที่สดใสหมดจดยามเช้าในบ้าน B&B บนเชิงเขาได้ปลุกจิตใจของพวกเราให้ยิ้มได้แบบสุดๆจริงๆ เป็นการเริ่มวันที่สามที่มีค่าเช่นเคย
 
 
   
 
B&B ที่พวกเราพักคืนนั้นอยู่ไม่ไกลจาก Cape of Good Hope หลังจากที่แสงสุดท้ายได้หมดลง พวกเราก็เริ่มภารกิจหาที่พัก ขับรถย้อนกลับขึ้นมาเรื่อยๆก็ได้เจอที่อบอุ่นแห่งนี้ชื่อว่า Top Sale House ซึ่งที่นี่เคยเป็นโรงเรียนอนุบาลมาก่อน ต่อมาได้ดัดแปลงมาเป็น B&B ที่น่ารัก อีกทั้งยังมีห้อง Chapel หรือโบสถ์เล็กๆในโรงเรียน ซึ่งถูกดัดแปลงเป็นห้องพักขนาดใหญ่รองรับกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มากันสี่ถึงหกคนได้อย่างสบายๆ สไตล์การตกแต่งเรียบง่าย แฝงความโอ่อ่าของห้องซึ่งเป็นเพดานสูง แต่ดูแล้วอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก ส่วนห้องที่เราสองคนพักคาดว่าเป็นห้องเรียนขนาดธรรมดา บานประตูเป็นไม้คลาสสิก ไม่มีแอร์หรือพัดลมใดใด อาศัยอากาศจากภายนอกที่เย็นสบายและสดชื่น ห้องน้ำเป็นแบบห้องรวมที่สะอาด B&Bแห่งนี้ตั้งอยู่ในเมืองที่เรียกกันว่า Simon's Town ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเมืองนี้มีที่มาอย่างไร รู้แต่เพียงว่าเป็นเมืองที่ดูน่ารักและอบอุ่นมากๆทีเดียว
 
 
 
หลังจากบอกลาเจ้าของ B&B ที่น่ารักกันแล้ว เราสองคนแวะทานอาหารเช้าแบบครบสูตรกันที่ร้านเก๋ๆริมทางไม่ไกลจากที่พักนัก ซึ่งยังอยู่ในเมือง Simon's Town  ตกแต่งด้วยโทนสีดำ ขาว และแดง กระดานดำแผ่นใหญ่ได้ถูกยกมาตั้งหน้าโต๊ะพวกเราให้ได้เลือกรายการตามชอบ คาดว่ามื้อเที่ยงคงลบและเขียนรายการใหม่ ไอเดียดี สามารถปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเมนูแต่ละมื้อไม่ซ้ำวันเลยก็ได้นะเนี่ย ร้านอาหารร้านนี้ตั้งอยู่ชั้นสองของตึก สามารถเห็นวิวภูเขาโต๊ะ อีกทั้งยังมีบรรยากาศท่าเรือเล็กๆ ให้ได้ดื่มด่ำ ทำให้สารเอนโดฟินในร่างกายพุ่งพรวดแต่เช้าเลย ^^
 
  
 
.
.
วันที่สามนี้เราขับรถย้อนขึ้นกลับไป แต่ไม่เหยียบรอยเดิมนะ พวกเราขับรถเลาะไปตามด้านชายทะเล (Sea Side) ระหว่างทางได้ผ่านชุมชนเมืองด้วย ได้เห็นร้านค้า ตึกรามบ้านช่อง ตรอกซอกซอย ดุแล้วเป็นกันเองอย่างบอกไม่ถูก เป็นเหมือนเมืองเล็กๆที่ทุกคนรู้จักกัน ไม่ว่าเราสองคนจะเข้าแวะร้านไหน ก็ได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดี เราสองคนได้แวะซื้อขนม เครื่องดื่ม ผลไม้ต่างๆ (ลูกแพร์ของที่นี่ขึ้นชื่อมากๆ อร่อยจริงๆ หอมและดูมีน้ำอิ่มๆเวลากัด) เป็นเสบียงระหว่างทาง 
 
ช่วงสายๆแบบนี้ไปแวะกันที่ชายหาด Muizenberg ซึ่งเป็นชายหาดที่มีชื่อเสียงในด้านการเล่นเซิร์ฟโดยเฉพาะ เป็นถิ่นกำเนิดการเล่นเซิร์ฟเลยก็ว่าได้ เนื่องจากมีคลื่นและลมแรงมากๆ ดูคนเล่นกีฬาชนิดนี้แล้วก็เพลินตาเพลินใจไปอีกแบบ
 
 
 
 
จุดเด่นของชายหาดนี้คือกระท่อมเล็กๆสีสันสดใสที่เรียงกันอยู่สามหลัง (ซึ่งเป็นห้องสำหรับเจ้าหน้าที่ดูแลหาด และเป็นห้องแต่งตัว) ทำให้มีการมาถ่ายแบบลงนิตยสารกันหลายฉบับ รวมถึงนิตยสารของไทยด้วย อยู่ที่ชายหาดนี้แล้วรู้สึกเหมือนหลุดมาอยู่ในโลกแห่งการเซิร์ฟ เพราะมีร้านขายของ เสื้อผ้า อุปกรณ์ต่างๆที่เกี่ยวกับการเล่นเซิร์ฟมากมาย ผู้คนก็ใส่ชุดเล่นเซิร์ฟ ถือแผ่นกระดานเซิร์ฟใหญ่ๆ มองออกไปในทะเล คนเล่นเซิร์ฟเค้าจะลากแผ่นกระดานไปกลางทะเลแล้วจะโต้คลื่นเข้าฝั่ง แล้วก็ลากออกไปอีก โต้คลื่นกลับเข้ามาอีก อยากไปร่วมแจมด้วยจริงๆ
 
คนที่มาที่ชาดหาด Muizenberg นี้จะต้องมีจุดประสงค์คือการเล่นเซิร์ฟ เพราะไม่มีคนใส่บิกินี่นอนอาบแดด เด็กถือห่วงยาง หรือเตียงผ้าใบที่มีอาหารทะเลบริการ เราสองคนก็ได้แต่เดินเตาะแตะบนหาดทรายสักพัก สัมผัสกับทะเลอีกแบบหนึ่งของเมืองเคปทาวน์
 
ถึงเวลาบอกลาชายหาดสวยๆ เนื้อทรายละเอียดๆ คลื่นลมที่แรงสม่ำเสมอ เก๋งสี่ล้อก็มุ่งหน้าต่อไปยังสถานีถัดไป ขับไปเรื่อยๆโดยมีจุดหมายคือเข้าพักในเมือง จนแล้วจนรอดหลงทางจนได้ ก็เลยตัดสินใจไปสวนรุกขชาติ Kirstenbush ซึ่งอยู่ระหว่างทางที่หลง สวนรุกขชาติแห่งนี้มีชื่อติดอันดับสวยสวยของโลกเลยทีเดียว กว้างใหญ่ อากาศดี โอบล้อมด้วยภูเขา พรรณไม้งามหลากหลายพันธุ์ ชื่นตาชื่นใจดีจริงๆ ^^
 
 
 
มีไก่ฟ้าออกมาเดินร่วมทางกับพวกเราด้วย ดูว่าพวกมันจะไม่แปลกคนเลย น่ารักจริงๆ เห็นต้นไม้ พันธุ์ไม้แปลกๆที่ไม่เคยเห็นมาก่อน หรือไม่มีในเมืองไทยมากมาย มีทั้งพืชที่เป็นสมุนไพร ไม้ดอก ไม้ประดับ ไม้ยืนต้นต่างๆ อีกทั้งมีสวนไม้ดัดด้วย แต่ช่วงนั้นอากาศเริ่มอึมครึม มีฝนตกปรอยๆให้รู้สึกชุ่มชื้น ยืนยืดอกสูดอากาศจนเต็มปอด อยากจะเก็บอากาศที่นี่ยัดใส่ถังไปฝากที่บ้านมากๆ เราสองคนยืนสูดอากาศกันอยู่นานทีเดียวจนเกือบจะเป็นโรค hyperventilation คือภาวะที่มีออกซิเจนมากเกินไป เหอๆ เราสัมผัสอากาศบริสุทธ์จนหยดสุดท้าย ถึงเวลาที่สวนรุกขชาติปิดบริการ เราสองคนก็เดินทางตามหาที่พักกายในเขตเมืองต่อไป
 
 
    
 
.
.
การหาที่พักในแต่ละคืนนั้นไม่ยากนัก เนื่องจากเมืองเคปทาวน์เป็นเมืองสำหรับท่องเที่ยว ที่พักต่างๆทุกระดับจึงมีอยู่ทั่วไป บางที่ก็เป็นบ้านอยู่อาศัยแบบน่ารักๆ ตามเชิงเขา ซึ่งเจ้าของบ้านได้แบ่งห้องนอนให้นักท่องเที่ยวอย่างพวกเราได้พัก ทำให้ได้เห็นลักษณะการอาศัย การตกแต่งบ้าน รวมถึงวัฒนธรรมความเป็นอยู่ของคนเมืองนี้ด้วย แวดล้อมด้วยธรรมชาติ บวกอากาศที่บริสุทธิ์ขนาดนี้ ทำให้คนที่นี่ดูเป็นมิตรจริงๆ ^^
 
และคืนวันที่สามนี้เราได้เข้าพักในห้องใต้หลังคาของบ้านเล็กๆหลังหนึ่ง ไปเคาะบ้านเอาตอนค่ำๆ เนื่องจากตระเวนหาที่พักกันสักพักนึงแล้ว แต่ละที่ก็เต็มหมด จนมาเจอที่แห่งนี้ในซอยเล็กๆเชิงเขา คุณลุงคุณป้าเจ้าของบ้านใจดี ต้อนรับดีมาก ลักษณะบ้านเป็นบ้านอยู่อาศัยแท้จริง สีของห้องนุ่มนวล อ่อนโยน น่าอยู่ เหมือนเราสองคนเป็นหลานได้กลับบ้านอย่างนั้นเลย ทำให้การพักค้างคืนวันนั้นอบอุ่น สบายใจจริงๆ
 
  
 
.
.
เช้าวันที่สี่ที่ด้วยหัวใจสดใสในเมืองเคปทาวน์ ไม่อยากลุกจากเตียงนุ่มๆ ใต้ผ้าห่มหอมๆอุ่นๆเลย แต่ยังมีสถานที่ที่สำคัญที่พวกเราไม่ควรพลาดนั่นคือการเที่ยวชมเขตพื้นที่ฟาร์มองุ่นและการทำไวน์ ทำให้เราสองคนฮึดขึ้นมา อาบน้ำแต่งตัว บอกลาคุณลุงคุณป้าที่กำลังทานอาหารเช้าในสวนแบบอังกฤษน่ารักๆหลังบ้าน มุ่งหน้าสู่จุดหมายต่อไป 
 
ไวน์ขาวและแดงของประเทศแอฟริกาใต้มีชื่อเสียงไม่แพ้ไวน์จากประเทศอื่นๆเช่นกัน คนในประเทศนี้ดื่มไวน์แทนน้ำเปล่ากันจริงจัง 
 
แสงแดดอ่อนๆที่กระทบกับหน้ากระจกรถในยามเช้า เป็นสัญญาณบอกว่าพวกเรากำลังมุ่งหน้าสู่ด้านตะวันออกของเมือง เพื่อตามหาเขตฟาร์มองุ่นอันกว้างใหญ่ ซึ่งในเมืองเคปทาวน์นี้มีพื้นที่การทำฟาร์มองุ่นมากมายไม่ซ้ำเจ้าของ เป็นเส้นทางฟาร์มไวน์เลยก็ว่าได้ (Wine Route) ทางสายนี้จะโล่งเตียนเป็นผืนกว้าง สบายตามากๆ รถก็มุ่งหน้าไปเรื่อยๆในระดับความเร็วคงที่ เบรกแทบไม่ได้ใช้งานกันเลย อีกทั้งอากาศก็ยังเป็นอากาศจากภายนอกด้วย ประหยัดน้ำมันได้อีกแรง
 
 
 
พวกเราได้เลือกเขตที่ชื่อว่า Stellenbosh เป็นเขตเมืองที่เก่าแก่แห่งหนึ่ง เป็นเหมือนหมู่บ้านที่อบอุ่น และที่ที่นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาดคือการไปเยี่ยมชมร้านขายของชำเก่าแก่ที่มีอายุร่วมร้อยปีที่มีชื่อว่า "Oom Samie Se Winkel" ซึ่งเป็นภาษาแอฟริกัน หมายถึง ร้านชำของลุงแซมมี่ ขึ้นชื่อว่าร้านขายของชำ แน่นอนว่าร้านลุงแซมมี่นี้ มีขายของแทบทุกอย่างจริงๆ และเป็นของเก่าแก่ มีประวัติทั้งนั้น ทั้งเครื่องจักรสาน ไม้กวาด ถ้วยชามรามไห เฟอร์นิเจอร์โบราณ เสื้อผ้า ผัก ผลไม้ ขนมโบราณ ไวน์ท้องถิ่น รวมไปถึงของที่ระลึกที่เป็นเอกลักษณ์ของชาวแอฟริกา ที่นี่จึงเป็นที่พักริมทางที่มีคุณค่า มีความทรงจำ เหมือนได้หยุดมองย้อนกลับไปเห็นวิถีชีวิตในอดีตของคนในเมืองนี้ เรียบง่ายและมีความสุข
 
 
 
 
จากนั้นเราสองคนได้ไปที่ information ของเมือง หาข้อมูลเกี่ยวกับฟาร์มองุ่นในแต่ละที่ในเมือง stellenbosh ซึ่งแต่ละที่ก็มีความแตกต่างในด้านการบริการ สายพันธุ์ขององุ่น และระยะทางในการเดินทาง พวกเราได้ตัดสินใจเลือกฟาร์มองุ่นแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ไม่ไกลจากเขตเมืองนัก และเป็นที่ที่มีชื่อเสียงตามที่เจ้าหน้าที่ให้บริการนักท่องเที่ยวแนะนำ
 
ระหว่างทางก็จะเห็นฟาร์มองุ่นผืนกว้างมากมาย เป็นระเบียบ มีภูเขาโอบล้อมแทบทุกด้าน รู้สึกสงบ สดชื่น แม้ว่าต้นไม้ใหญ่ๆจะมีให้เห็นอยู่บ้าง เป็นอีกมุมหนึ่งของเมืองที่เติมเต็มสิ่งที่ใฝ่หามานาน
 
 
 
และแล้วก็มาถึงฟาร์มองุ่นที่ต้องการชื่อว่า Waterford แค่รั้วภายนอกก็ดึงดูดให้เข้าไปเยี่มชมแล้ว อีกทั้งประตูรั้วเตี้ยๆยังเปิดกว้างให้นักท่องเที่ยวทุกสารทิศเข้าไปสัมผัสโดยไม่มีเงื่อนไขใดใด
 
 
 
เราสองคนได้เข้าไปสัมผัสบรรยากาศภายในฟาร์มองุ่นนั้น เมื่อเลี้ยวรถเข้าเขตบริเวณไร่ ถึงกับตาค้างกับสถานที่ที่ใหญ่โต สวยงาม หรูหรา อย่างกับขับรถเข้าไปยังพระราชวังอย่างนั้นเลย บริเวณรอบๆเป็นสวนที่ถูกจัดแต่งอย่างดี มีบึงน้ำที่มีน้ำพุล้อมรอบ มีเป็ดเดินเล่นรับลมในบริเวณที่พวกมันรู้สึกว่าปลอดภัย และแน่นอนว่าฉากหลังของฟาร์มนี้เป็นภูเขาลูกยักษ์ ทำให้เรารู้สึกว่าได้มาอยู่ท่ามกลางธรรมชาติอันเงียบสงบ น่าหลงใหลเป็นอย่างยิ่ง
 
ขับรถเข้ามาจนถึงหน้าอาคารรับรอง เราสองคนเลือกหาที่จอดรถ และไม่รอช้าที่จะเข้าไปสัมผัสกับบรรยากาศภายใน ซึ่งภายในฟาร์มองุ่นที่ดูอบอุ่น ปนความหรูหราแห่งนี้ มีผู้ที่ชื่นชอบการดื่มไวน์มารวมตัวกันที่นี่เป็นจำนวนมากในวันนั้น ส่วนเราสองคนเหมือนจะอยู่นอกพวก แต่พนักงานที่นี่ต้อนรับพวกเราเป็นอย่างดีมากๆ ประทับใจจริงๆ
 
 
 
 
เราสองคนได้ลิ้มลองไวน์จากที่นั่น จะมีเมนูรายชื่อไวน์ ทั้งไวน์แดงและขาว พันธุ์องุ่นต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Chardonnay, Sauvignon Blance และอื่นๆอีกมาก ซึ่งความรู้เรื่องไวน์ของเราสองคนก็มีอยู่เพียงน้อยนิด แต่ด้วยใจรักแล้ว ก็เลยเลือกซื้อมาหนึ่งขวดหลังจากที่ชิมอยู่หลายสายพันธุ์จนมึน เรายังสามารถขับรถชมฟาร์มองุ่นรอบๆได้ แต่ไม่สามารถลงไปสัมผัสกับต้นนั้นๆ มีโอกาสได้เห็นและสัมผัสแหล่งที่มาของไวน์ชั้นเลิศขนาดนี้ ถือว่าคุ้มสุดๆแล้วจริงๆ และที่นี่เค้าเปิดให้เข้าชมโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายด้วย เหมือนกับว่าถ้าถูกใจก็อุดหนุนสินค้ากันไป ที่สำคัญไวน์ชั้นนำขวดนึงไม่แพงอย่างที่คิด
 
เวลาแห่งความสุขมักจะผ่านไปเร็วเสมอ หลังจากเพลิดเพลินกับฟาร์มองุ่นและการชิมไวน์ พวกเราก็ต้องกลับเข้าเมืองเพื่อหาที่พักคืนสุดท้ายก่อนตะวันจะลับขอบฟ้า เพราะจากตัวเมืองข้ามมายังเขตฟาร์มองุ่นผืนกว้างนี้ใช้เวลาพอสมควรประมาณสองชั่วโมง รวมถึงเวลาหลงของพวกเรา พอดูเส้นถนนผิดก็ต้องวนอีกไกลกว่าจะกลับมาได้ทางเดิม แต่คุณแว้วก็ไม่บ่นเลย แถมยังให้กำลังใจเราด้วย ขอบคุนมากๆนะ ^^  
 
หลังจากหาที่พักถูกใจสุดโรแมนติกในคืนสุดท้ายแล้ว ก็ไปปฎิบัติภารกิจกันต่อ และภารกิจที่สำคัญของวันนั้นที่ตั้งใจกันไว้ก็คือการไปดูพระอาทิตย์ตกดินที่ Signal Hill ซึ่งเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกที่มีชื่อเสียง และแน่นอนเราสองคนไม่พลาดอยู่แล้ว ^o^ 
 
 
 
ขับรถไต่เขาขึ้นมาเรื่อยๆ ทางค่อนข้างชันบวกน่าหวาดเสียว เพราะด้านขวาเป็นหน้าผาสูง ด้านซ้ายคือหินผาด้านภูเขา ทางถนนก็แสนแคบ แต่เมื่อผ่านจุดนั้นมาแล้ว ก็พบกับความงดงามสามร้อยหกสิบองศาของเมือง แถมอากาศดีดี อีกทั้งได้เห็นภูเขาโต๊ะแบบชัดๆใกล้ๆ คุ้มสุดๆ ลืมช่วงเวลาหงุดหงิดที่พาคุณแว้วหลงไปได้สนิทเลย
 
 
 
จะหล่นแล้ว เจอกันใหม่พรุ่งนี้นะ บ๊ายบาย ^~^
 
 
 
ณ ที่แห่งนี้ มีนักท่องเที่ยวมากมาย บ้างมาเป็นคู่ บ้างมากับครอบครัว บ้างมากับเพื่อนๆกลุ่มใหญ่ เหมือนเป็นจุดนัดพบของนักท่องเที่ยวที่อยากมาสัมผัสบรรยากาศพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า ที่สามารถเห็นได้อย่างชัดเจน มีเรือประมงอยู่ประปรายในทะเลเป็นทิวทัศน์ประกอบ เป็นเหมือนภาพพาโนรามา ไม่มีเทือกเขามาบดบัง ใครอยากสัมผัสบรรยากาศสุดโรแมนติกแบบนี้ต้องมาลองดู บอกได้เลยว่าสุดยอด
.
.
คืนวันสุดท้ายนั้น เราสองคนนั่งจิบไวน์ มีเลย์เป็นกับแกล้ม อยู่ในเกสเฮาส์สวีทโอเชียนวิวอันอบอุ่นและโรแมนติกสุดๆบริเวณที่ลาดเชิงเขา ตกแต่งสวยงาม สามารถอาบน้ำนอกชายคาพร้อมกับชมวิวพระอาทิตย์ตก ยังสามารถเห็นชายคาบ้านเรือนต่างๆ วิวภูเขาและถนนหนทางในเมืองได้ หรือจะแช่ตัวในอ่างจากุซซี่อย่างสบายใจ ส่วนเราสองคนเลือกที่จะแช่เท้าในอ่างจากุซซี่เพียงอย่างเดียว แค่นี้ก็สุขีๆแล้ว เป็นช่วงเวลาพักผ่อนที่จะไม่มีวันลืมเลย
 
  
 
.
.
วันสุดท้ายแล้วจริงๆหรอนี่ T'T
 
 
 
วันนี้ไม่ได้ไปไหนไกล เตร็ดเตร่อยู่ในเมือง เรียกว่าเป็นการขับรถชมเมืองโดยรอบในวันนี้ ท้องฟ้าแจ่มใส ขับไปตามถนนสายหลัก เลาะริมหาด และตรอกซอกซอย ตามเชิงเขา เมืองเคปทาวน์นี้มีทั้งประชากรที่เป็นคนผิวสีและคนผิวขาวอาศัยอยู่ และพวกเขาต่างก็มีพื้นที่อยู่อาศัยเป็นถิ่นของตัวเองด้วย เราสองคนชมวิวบ้านเรือนและถนนหนทางมาเรื่อยๆ ก็ต้องสะดุดกับชุมชนๆหนึ่ง ซึ่งบ้านแต่ละหลังในบริเวณนั้นมีสีสันสวยงามสะดุดตา เป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของคนผิวสีนั่นเอง
 
 
 
ขับเลาะไปเรื่อยๆจนมาถึงลานสนามหญ้ากว้างริมถนนใหญ่ สะดุดตากับตลาดนัดพื้นเมืองที่ค่อนข้างคึกคัก เราสองคนไม่พลาดหยุดรถแวะเที่ยว ซึ่งตลาดนัดแห่งนี้ชื่อว่า Green Market จะมีเฉพาะวันอาทิตย์เท่านั้น มีสินค้าหลากหลายไม่ว่าจะเป็นภาพวาด สิ่งประดิษฐ์ทำมือ เครื่องจักรสาน งานไม้ งานแกะสลัก เครื่องดนตรีพื้นเมือง เครื่องประดับที่เป็นเอกลักษณ์ของชาวแอฟริกา เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า โมบาย ของตกแต่งบ้าน และอื่นๆอีกยิบย่อย ซึ่งสินค้าทั้งหมดเป็นสินค้าพื้นเมืองที่คนท้องถิ่นสรรหากันมาจำหน่าย เป็นที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวและคนในเมืองมากพอสมควร เนื่องจากทำเลที่ตั้งที่โดดเด่น ใครผ่านไปผ่านมาจะต้องแวะตลาดนัดแห่งนี้แทบทุกราย 
 
 
 
หลังจากเพลิดเพลินกับการจับจ่ายของฝากพื้นเมืองกันแล้ว เราสองคนก็ไปต่อกันที่ท่าเรือที่เรียกกันว่า V&A WaterFront ที่เป็นจุดศูนย์กลางหลักของเมืองเคปทาวน์นั่นเอง ซึ่งในบริเวณนั้นจะมีห้างสรรพสินค้า โรงแรม อพาร์ทเม้นหรูหรา รวมถึงร้านอาหารต่างๆมากมาย วันนั้นฟ้าสดใสเป็นพิเศษ เราสองคนก็เดินเล่นกินลมชมบรรยากาศกันไป ผู้คนมากมายทั้งคนในพื้นที่และนักท่องเที่ยวเดินกันขวักไขว่ เนื่องจากวันนั้นเป็นวันอาทิตย์ ในบริเวณลานกว้างจึงมีการแสดงดนตรีทั้งวงดนตรีสากล และดนตรีพื้นเมืองของชาวผิวสี คอนเสิร์ตในวันนั้นจะเป็น Freedom Concert เกี่ยวกับอิสรภาพ ประเทศแอฟริกาใต้ในอดีตมีการแบ่งแยกชนชั้น สีผิว อย่างรุนแรง แต่ในปัจจุบันคนผิวสีเริ่มมีอิสรภาพมากขึ้น จึงมีการรณรงค์เกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่เรื่อยๆ
 
 
 
นอกจากนี้ยังมีคู่คุณลุงกับคุณป้าคอยบริการวาดรูปเหมือน ซึ่งเราสองคนก็ไม่พลาดเป็นแบบให้วาด ถือว่าฝีมือคุณลุงใช้ได้ทีเดียวภายในระยะเวลาสั้นๆ สีที่คุณลุงใช้เป็นสีชอล์กหลากหลายสี บรรจุในกล่องที่ขลังมากๆ เนื่องจากผ่านการใช้งานมานาน บางแท่งกุดจนเหลือแค่กลมเล็กๆ แต่คุณลุงก็ยังเก็บไว้ ประทับใจกับลีลา ท่าทางและสายตาที่คุณลุงตั้งใจสร้างสรรค์ศิลปะที่คุณลุงรักจริงๆ ^^ 
 

 

นั่งใต้ต้นไม้ร่มๆ ฟังดนตรีเพราะๆ กับบรรยากาศท่าเรือที่มีตึกต่างๆเป็นสไตล์วิคตอเรีย มีฉากหลังเป็นภูเขาโต๊ะ อีกทั้งยังมีหอนาฬิกาที่มีรูปแบบเป็นเอกลักษณ์สีแดงสดใส ดูคลาสสิก อบอุ่น น่าหลงใหล ประทับใจเกินคำบรรยาย+++
 
 
 
 
สะพานสีขาวที่เชื่อมทางสองฝั่งนี้สามารถเลื่อนแยกออกจากกันได้เวลาที่มีเรื่อลำใหญ่สัญจรผ่าน สะดวกมากๆ และตึกสไตล์วิคตอเรียสีเทาฟ้านี้เป็นตึกการท่าเรือนั่นเอง
 
ห้าวันกับการเดินทางครั้งนี้ ทำให้หัวใจก้าวกระโดดไปไกลพอสมควร ที่ท่าเรือแห่งนี้เป็นที่สุดท้ายที่เราแวะทักทาย เราสองคนใช้เวลาอยู่ที่นี่เก็บภาพความทรงจำตั้งแต่วันแรกที่มาถึง จนถึงเวลาที่ต้องเดินทางกลับไปสู่โลกความจริง ลิ้มลองกับอาหารของคนแอฟริกา ดูผู้คนใช้เวลาในวันหยุดสุดสัปดาห์ เห็นรอยยิ้ม ได้ยินเสียงหัวเราะ ผู้คนหลากหลายชาติเดินกันขวักไขว่ เป็นวันสุขของทุกคนจริงๆ ^^
 
 
 
 
(อาหารจานข้างบนนี้เป็นอาหารพื้นเมืองของคนที่นี่ มันคือไส้กรอกเนื้อ มีซอสเผ็ดนิดๆ ราดข้าวเละๆนุ่มๆเหมือนข้าวโจ้ก ดูหน้าตาและคำบรรยายไม่ค่อยน่าทาน แต่ขอบอกว่าอร่อยค่ะ ^^)
.
.
เปลี่ยนยานพาหนะจากเก๋งเช่า เป็นนกยักษ์ทะยานสู่จุดเริ่มต้น ถึงเวลาที่จะต้องบอกลาเมืองที่มีเสน่ห์และน่าจดจำแห่งนี้ เราสองคนคิดกันว่าถ้ามีโอกาสอาจจะได้มาสัมผัสกับบรยากาศแสนอบอุ่นแบบนี้อีกก็เป็นได้
 
 
 
นาฬิกาบอกเวลา เวลาบอกความทรงจำ ความทรงจำบอกความรู้สึกดีดี ความรู้สึกดีดีบอกความสุข ความสุขบอกเราให้เดินหน้าต่อไปด้วยรอยยิ้ม แม้ว่าเวลาของเราสองคนในเคปทาวน์จะมีอยู่แค่ห้าวัน แต่เราไม่สามารถนับค่าของความสุขที่มีอยู่ในช่วงเวลานั้นได้เลย.......
.
.
.
 
..........เราสองคนหอบเอาความทรงจำทั้งหมดกลับบ้านในเย็นวันนั้น และเริ่มต้นวันใหม่ในเมืองที่คุ้นเคย
.
.
.
  
 
 
แล้วพบกันใหม่ ^^
 
 

13 mai

Berlin, Germany

 
สองวันที่เบอร์ลิน ชิวได้ใจมากๆ อยู่กะไอพอดคู่ใจ อะไรๆก็ไม่กลัว

ขี้เกียจโหลดรูปหลายรอบ ไปดูที่ http://wellwisher55.multiply.com/ นะๆๆๆ


รัก+คิดถึงเสมอ
3 mars

Seychelles Island 29-02-08

 
หมู่เกาะเซเชลส์ ตามที่เห็นในแผนที่จะอยู่ด้านตะวันตกเฉียงใต้ของหมู่เกาะมัลดีฟส์ อยู่ในมหาสมุทรอินเดีย และก็อยู่ในทวีปแอฟริกา อืม....น่าสนใจมากๆ เพิ่งจะรู้จักชื่อหมู่เกาะนี้ก็ตอนมาทำงานที่นี่แหละ

ทะเลอาจไม่สวยเท่ามัลดีฟส์ แต่ก็มีเสน่ห์ไปอีกแบบ บ้านเรือน ถนนหนทางอยู่ตามเขา มองลงจากเขาทางวกวนก้อจะเป็นทะเล ชุ่มชื้นมากๆ ต้นไม้ครึ้มโคตร ฝนตกชุกจริงๆ ไปอยู่สามวันฝนตกไปซะสอง ตกทั้งวันจริงๆ แดดออกพอให้ได้ถ่ายรูปสวยๆก็วันสุดท้ายนี่แหละ

หมู่เกาะเซเชลส์มีเกาะเล็กเกาะน้อยมากมายรวมอยู่ประมาณร้อยห้าสิบกว่าเกาะได้ แต่ที่เราไปชื่อ Mahe' เป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุด คนที่นี่ส่วนมากเป็นคนดำ(แอฟริกัน) พูดภาษาฝรั่งเศส

ได้ไปดำน้ำแบบ snorkeling ดูปลา ปะการังใต้น้ำ พูดง่ายๆคือไปเห็นโลกอีกมุมนึง แม้จะไม่สวยเท่าเกาะพีพีบ้านเรา แต่ก็ประทับใจดี ^___^

ทริปนี้เจ็บตัวด้วย โดนปะการังสีน้ำเงินสวยงามมากทำพิษซะงั้น รีบสะบัดออกแทบไม่ทัน แสบร้อนเกิดแผลพุพอง โชคดีมียาแก้แพ้บวกกับโลชั่นวาสลีนสูตรผสมว่านหางจระเข้ทำให้หายแล้ว

จริงๆแล้วเป็นธรรมดามากๆที่โดนธรรมชาติบางอย่างมาทำให้เราเดือนร้อน และก็ธรรมชาติด้วยกันเองนี่แหละจะเป็นตัวทำให้หายได้ เราสามารถเอาสาหร่ายทะเลมาถูๆแผลได้ (แต่ตอนนั้นลืมนึกถึงธรรมชาตินั้นไป เหอๆ --!)

จบทริปทะเลแบบเปียกปอนตลอดสามวัน คงอีกนานกว่าจะมีทริปสวยๆแบบนี้อีก เฮ้อ....
 
รัก+คิดถึง..จ้า
24 janvier

ปารีสอะเกน

 
ดื่มด่ำกำซาบกับบรรยากาศสุดโรแมนติกพร้อมกับความหนาวเย็นประมาณสิบองศา ณ กรุงปารีส
ครบหนึ่งปีนับจากครั้งแรกที่มาเมืองนี้ บรรยากาศไม่เปลี่ยนมากนัก ยังสวยงามเหมือนเดิม
แต่ครั้งนี้มีเวลาในการเที่ยวมากขึ้น เวลาในการหายใจรวมกับผู้คนที่เรียกกันว่าฝรั่งก้อมากขึ้นตาม สบาย........
 
เหนื่อยล้ามากๆจากการทำงาน แต่ก็ฝืนตัวเองจนได้ ตะลอนๆตามใจตัวเอง
รถไฟหรือ RER ในเมืองนี้ค่อนข้างซับซ้อน หลายสายมากๆ ที่สำคัญอ่านไม่ออกนี่สิ แต่ก็ด้วยความชิว ก็ไปถึงที่ที่ต้องการได้
เดินวนๆดูนู่นดูนี่ อืม...เจริญจริงๆ สามารถทำให้ธรรมชาติเกิดขึ้นกลางเมืองใหญ่ที่มีคนมากมายได้
 
นั่งอาบแดดยามบ่าย ฟังเพลง ดูนักท่องเที่ยวถ่ายรูปตลกๆ โดยมีหอไอเฟลอยู่ตรงหน้าหรือเป็นฉากหลังให้กับคนเหล่านั้น
สุดยอดจริงๆ แม้ว่ามันจะไม่ได้เป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกแล้วก็ตาม แต่ก็เชื่อว่าไม่มีใครลืมมันแน่ๆ....อย่างน้อยก็เราคนนึงแหละ
 
 
 
รัก+คิดถึง
14 janvier

pass the love forward

 
........ช่วงนี้โดฮาฝนตก ฟ้าหม่นตลอดวัน ทำให้ใครหลายๆคนหม่นตาม หนาววววววเว้ยยยยยย++
 
เมื่อวานไปอิหร่าน ไปถึงสนามบินมองออกไปนอกประตูเห็นหิมะปกคลุมขาวโพลนไปทั่วเลย
ประมาณลบห้าองศาได้ เวลาที่อิหร่านต่างจากโดฮาแค่ครึ่งชั่วโมง ระยะเวลาเดินทางก็แค่สองชั่วโมงบิน
ทำไมอากาศแตกต่างได้ขนาดนี้ ^__^
 
คิดถึงเพื่อนๆพี่ๆน้องๆทุกคน ไม่ค่อยได้ติดต่อใครเท่าไหร่ hi5 ก้อเล่นไม่ได้เพราะที่นี่เค้าบล็อค แต่ก้อยังรักและคิดถึงเหมือนเดิมนะ
 
เมื่อวันก่อนดูหนังเก่าเรื่อง "O-Negative รักออกแบบไม่ได้" เลือดเขียวเวอริเดียนพุ่งกระฉูดเลย เหอๆ
 
ps. คุนชายเบีย..เปนไงมั่งวะ หาแฟนใหม่ได้แล้วบอกเพื่อนด้วย คิดถึงเมิงว่ะ
 
 
 
11 janvier

แมดริดอะเกน 08-01-08

 
แมดริดรอบนี้มีเพื่อนคนไทยร่วมเดิอนทางอีกสี่คน เป็นครั้งแรกที่มีเพื่อนเดินทางเยอะขนาดนี้
แล้วทุกคนก็เพิ่งไปเป็นครั้งแรก คราวนี้ได้เป็นไกด์เถื่อนอีกตามเคย........
 
ไฟล์ทเหนื่อยมาก ผู้โดยสารน่ารักมากนะ แต่ไม่ยอมหลับกันเลย กินกันตลอดเวลา เป็นผู้คุมครัวก็มือระวิงเลย T T
ถึงโรงแรมปุ๊บก็ออกทันที ไปกินข้าวกันที่ Hard Rock Cafe Madrid บัตรคิวเค้าเก๋มากๆ
เวลาถึงคิวเราแล้วจะมีไฟสีแดงกระพริบที่ตัวเครื่อง เหอๆ สุดยอด.....ชอบๆ
 
ออกทัวร์ตอนเช้าอีกวัน ตะลอนทั้งวัน อากาศก็ประมาณสิบองศา พออยู่ได้ ชิวๆ ขำขำกันไป.....
 
ขากลับก็เหนื่อยเหมือนเดิม หกชั่วโมงกะอีกสิบห้านาทีแบบมีสาระมากๆ ทำงานเกินคุ้มกันทีเดียว
ผลตอบรับออกมาดีมาก ผู้โดยสารทุกคนชมว่าไฟล์ทเยี่ยม ก็แหงล่ะ คนไทยมากมายขนาดนั้น หะหะ
 
ตอนนี้มือ แขน ขา ช้ำไปหมด เกินเยียวยาละ เหอๆ ขำขำอีกทีละกัน
 
 
รัก+คิดถึงนะ
21 décembre

back to the real world!!!

 
ตลอดเวลาที่พักร้อนเหมือนได้ปลดปล่อย ล่องลอย สบายอารมณ์ ชิวๆกับการพักงาน.....
 
เริ่มจากไปดูคอนที่เขาใหญ่แบบโต้รุ่ง จากนั้นก็ไปเที่ยวปายยยยสมใจอยาก แพลนไว้ตั้งแต่ต้นปี
เหมือนเป็นทริปกระชับมิตรไปในตัวเจอกับสี่สาวดาวชิว คัดแต่ตัวแม่มาทั้งนั้นงานนี้ ชิวได้ใจกันจิงจัง
จนต่อมชิวทวีคูณ ประทับใจๆ ตลอดทริปเจอเรื่องราวขัดจิตหลายก็อก แต่ก็ผ่านมาด้วยดี ท้าทายดีจิงๆ
 
อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน ณ ปีนี้ยังชิวได้ใจอยู่ แต่ในอีกสองปีข้างหน้าคงเปลี่ยนไปแน่นอน ผู้คนไทยและเทศมากมาย
คิดสภาพแล้วมันคงลดระดับความชิว ความเป็นเอกลักษณ์ลงไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นรีบๆไปเที่ยวซะ
แต่อย่าลืมเอากอเอี๊ยะแปะสะดือไว้ก่อนขึ้นปายนะ จะได้ไม่เมารถ หะหะหะ (เป็นความเชื่อส่วนบุคคล)
ระยะทางจากเชียงใหม่ถึงปาย 136 กม. ผ่านโค้งอีกเจ็ดร้อยกว่าโค้ง มันส์ดี.......
 
ยัง ยังชิวไม่พอ มาต่อกันที่อ่างแก้วในม.เชียงใหม่ คล้ายๆสระแก้วของม.ศิลปากร แต่ได้อารมณ์ต่างกันว่ะ
พูดแล้วก็คิดถึงมหาลัย เฮ้อ++
 
กลับสู่สภาพความจริง โลกการทำงาน.
 
 
รัก+คิดถึงเมืองไทย
 
 
 
 
 
12 décembre

vacation

 
หลังจากไปมิลาน เวนิส ก็ได้กลับบ้าน พักผ่อน 15 วัน ^___^
เป็นสิบห้าวันที่มีความหมาย เพราะคิวเที่ยวแน่นเลย อย่างกับไม่เคยเที่ยวมาก่อน
แต่หลังจากนี้ก็อีกเกือบปีกว่าจะได้กลับบ้านนานๆแบบนี้อีก เฮ้อ.......
 
ไปดูคอนเลิฟอีสที่เขาใหญ่มา ชิวๆตามที่คิด อากาศเย็นๆพอดีๆ ได้รู้จักเพื่อนใหม่ๆ โต้รุ่งร้องเพลง สบายใจดี
พรุ่งนี้จะไปเหนือ ไปชิวตามอัตภาพ ไปหาเพื่อนยิ้มที่เชียงใหม่ คงจะได้อารามณ์อีกแบบ อยากเจอแกว่ะ
 
การได้รู้จักเพื่อนใหม่เพิ่มขึ้นมันก็ดีนะ สนุกดี ได้ศึกษา เรียนรู้ชีวิตของคนอีกรูปแบบ อื้ม เป็นการบ้านให้กับชีวิตดี
งานที่เราทำอยู่นี่ต้องเจอกับคนใหม่ๆทุกวันด้วย จากเพื่อนร่วมงานที่คลิกกัน จนกลายมาเป็นเพื่อนสนิท มันคุ้มจิงๆที่ได้เจอ
ขอบคุนมากๆทุกคนที่เข้ามาในชีวิตให้เราได้เรียนรู้ และรู้จักสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคนในมุมมองของเรามากขึ้น ^____^
 
 
 
รัก+คิดถึง
9 novembre

ยังเหมือนเดิม

 
ไม่ได้หายไปไหน ยังอยู่ ดีบ้าง จิตตกบ้าง เป็นเรื่องธรรมชาติ หะหะหะ.....
 
หลังจากแมดริดก็กลับ กทม. นัดเจอเพื่อนๆ กินข้าว ดื่มเหล้าร้าน Brown Sugar (ขอโฆษณาหน่อยนะ)
ฟังเพลง Jazz ตะโกนคุยกัน หนุกหนาน ภาพความทรงจำอันแสนหวานได้กลับมา (ขอใช้คำพูดตามเพื่อนนะ)
รู้สึกไม่อยากกลับเลย นอนตดยังไม่ทันหายเหม็นเลย ก็ลุกกลับบ้านไปใส่บาตร โอ้โห ดูดีมะ
จิงๆคือจะใช้เวลาอยู่ที่บ้านให้มากที่สุดด้วย อืม....ดูดีอีกละ หึหึ
 
ไปฮ่องกงต่อ เดินเล่นคนเดียวกว่าสิบโลได้ เรื่อยเปื่อยบ้าบอ แต่ก็เพลิน สบายใจดีนะ ได้อยู่กะตัวเองอีกแล้ว
 
เมื่อสองวันที่แล้วก็กลับมาจากปักกิ่ง ได้ไปกำแพงเมืองจีนสมใจ ไปกะสาวสวยดีกรีแอร์กาตาร์ ไปดูรูปได้ ^ ^ 
ได้ใช้ภาษาจีนที่มีอยู่ติดตูดด้วย หะหะ
 
และแล้วก็หมดไปวันและเวลา
 
ปล.คอมเจ๊ง ซ่อมอยู่ เดือนหน้าลีฟค่อยเอามาใหม่ อาจจะหายไปอีกนานนนนนน
ขอบคุนเพื่อนเบีย แป้ง อร ต้อง ที่ไปกินข้าว ดื่มเหล้าเป็นเพื่อน คงไม่ได้เจอกันครบอีกนานเลยเนอะ
สู้กันต่อไปนะเพื่อนทุกคน โรส แกด้วยนะ ไม่ได้เจอแต่ก็คิดถึงเว้ย
เพื่อนคนอื่นๆด้วย เรายังเหมือนเดิมมากๆ
 
zaijian ^ ^
 
 
รัก+คิดถึงจ่ะ
 
22 octobre

Madrid 17-19/10/07

 
working
sleeping
sightseeing
shoping
eating
watching(flamingo)
clubing
working
.............
........
 
coming back
 
 
luv&mizz
12 octobre

Fasting กะลากอสไฟล์ท

 
ช่วงนี้เป็นช่วง Ramadan ช่วงถือศีลอดของชาวมุสลิม ซึ่งมุสลิมทั่วโลกถือศีลอดพร้อมๆกัน (fasting)
แต่อาจจะแตกต่างทางด้านเวลาตามแต่ละประเทศเพราะจะกำหนดช่วงตามพระจันทร์ เป็นเวลาหนึ่งเดือน
แล้วถ้าชาวมุสลิมคนใดที่ไม่สามารถถือศีลอดได้ในวันใดวันหนึ่ง สามารถยกเว้นได้แต่จะต้องเพิ่มเวลาถือศีลออกไปอีกหนึ่งวัน
เช่นในกรณีป่วย ผู้หญิงมีประจำเดือน หรือใดใด เพิ่งรู้อีกว่าผู้ถือศีลอดไม่สามารถแตะต้องแอลกอฮอล์ได้แม้ว่าจะไม่ได้ดื่มก็ตาม.......
 

 ร้านอาหารสไตล์โมรอคโค "Tajine" มา break fast กับเพื่อนชาวโมรอคโค
อาหารสำหรับเบรคฟาสก็จะเป็นเซ็ตเหมือนกัน มีซุปไฮรีล่า ไข่ต้ม อินทผาลัม แพนเค้ก
คุ้กกี้ ขนมหวานๆ ขนมปังอุ่นๆอร่อยๆ....
 
วันนี้วันที่ 12-10-07 ถือเป็นวันสุดท้ายของการถือศีลอดของประเทศกาตาร์ พรุ่งนี้ผับต่างๆก็เปิดแล้ว ^ ^
แล้วพรุ่งนี้ก็จะเป็นวัน Eid Mubarak เป็นวัน Happy day ของพวกเค้า เป็นวันกินนั่นเอง
มีการเฉลิมฉลองภายในครอบครัว พบปะญาติพี่น้อง....
 
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
 
LOS ลากอส, ไนจีเรีย >>>>> เมืองที่ห้ามออกไปเที่ยว นอกจากจะอันตรายแล้ว ยังไม่มีที่เที่ยวที่น่าสนใจรอบๆด้วย
ตามถนนมีตำรวจยืนอยู่ตามจุดต่างๆ....แต่เรากะเจ๊แว้วก็ออกไปกินอาหารจีนกันข้างๆโรงแรม ระหว่างเดินก็เสียวหลังอยู่เหมือนกัน
 
 
.....เจ๊แว้ว                                                 .....หมูๆ กะผัดหมี่กุ้ง
 
 
 
...ปอเปี๊ยะ                                                                   ...ไส้กุ้งกะมายองเนส หย่อยๆ
 
 
เช้าอีกวันพวกเราก็ทำกับข้าวกินกันเอง ทำข้าวต้ม ไข่เจียวไชโป๊ว มีเต้าหู้ยี้ จับฉ่าย เต้าหู้ต้มเป็นตัวเสริม....
คือตั้งใจจะกินเจกัน แต่เราเผลอลืมกินไก่ไปชิ้นนึงบนเครื่อง เหอๆๆ เจเลยแตกเลย ^ ^
 
 
จบไปอีกหนึ่งทริป แบบสบายๆ ลูกเรือ หัวหน้า ผู้โดยสาร ดี ทุกอย่างก็สบายไปหมด
 
เดือนนี้ครบหนึ่งปีแล้วกับการใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ เร็วเหมือนกันแฮะ....ครบสองปีซะทีสิวะ หึหึ
 
 
ปล.ผ่านช่วงเวลาเสียใจกับการลาจากอีกแล้ว จะมีอีกกี่ครั้งวะในชีวิต เฮ้อ.....
"...ขอให้รู้ที่ตรงนี้ยังมีรักอยู่....ไม่ว่าจะนานเท่าใด.....เราจะมีกันและกันเป็นหนึ่งในดวงใจตลอดไป"
 
 
 
รัก+คิดถึงx2
 
 
 
 
 
 
27 septembre

ความจริง

 
ต่อไปนี้จะไม่ว่าละครทีวีว่าน้ำเน่าแล้ว เท่าที่ได้รับรู้อะไรต่างๆมากมายในชีวิต
ก็เลย realize ได้ว่า ละครแม่งก็มาจากชีวิตจริงนี่แหละวะ เพียงแต่ใส่สีเพิ่มให้น่ากินขึ้นอีกนิด :p
 
ใช้หัวใจตัดสินให้น้อยลงหน่อย แล้วก็ใช้สมองให้มากกว่า คงจะได้เห็นความจริงชัดขึ้นนะน้องรัก เจ๊อยู่ข้างแบงค์นะ
........รักแบงค์ที่สุด.......
 
@@@-----------------------------------------------------@@@
 
ช่วงนี้รู้สึกว่าตัวเองไม่ได้ใช้สมองเท่าไหร่เลย อาชีพนี้นี่ทำให้คนฉลาดน้อยลงจริงๆด้วย
สิ่งที่ฝันไว้เพียงสิ่งเดียวของเราในตอนเด็กๆคือเที่ยวรอบโลกด้วยตัวเอง 
แต่ไม่เคยคิดว่าจะสามารถทำให้ฝันนั้นเป็นจริงได้เลย เพ้อเจ้อชัดๆ.........
แต่มาถึงตอนนี้เราก็สามารถทำได้เพียงเสี้ยวนึง ระยะทางยังอีกยาวไกล
คนทุกคนมีฝันของตัวเอง ขึ้นอยู่ว่ามันจะเป็นอะไร ไม่ว่ายังไงทุกสิ่งทุกอย่างถูกกำหนดด้วยตัวเราเอง
เชื่อมั่น และก้าวต่อไป ศิลปะของการทำงานประกอบด้วยสื่งที่เราคิดเกี่ยวกับงาน
ความรู้สึกที่มีต่องาน และสิ่งที่ได้ทำไปในงาน และให้มองว่างานเป็นโอกาสที่ทำให้เราสร้างสรรค์ชีวิตเราเอง
(ปลอบใจตัวเองไปวันๆ หึหึ) อยากเที่ยวอย่างเดียวได้ปะล่ะป๊าม๊า
 
 
ปล.ปอเปี๊ยะมันบดแครอทข้าวโพดสำเร็จแล้ว ^___^
 
 
ทริปหน้าอีกยาวไกล(มากๆ) สู้ต่อไป
 
จาก FWD mail
 
Before you think of saying an unkind word
Think of someone who can't speak
 
Before you complain about the taste of your food
Think of someone who has nothing to eat
 
Before you complain about your husband or wife
Think of someone who's crying out to God for a companion
 
Today before you complain about life
Think of someone who went too early to heaven
 
Before you complain about your children
Think of someone who desires children but they're barren
 
Before you argue about your dirty house; someone didn't clean or sweep
Think of the people who are living in the streets
 
Before whining about the distance you drive
Think of someone who walks the same distance with their feet
 
And when you are tired and complain about your job
Think of the unemployed, the disabled and those who wished they had your job
 
But before you think of pointing the finger or condemning another
Remember that not one of us are without sin and we all answer to one maker
 
And when depressing thoughts seem to get you down
Put a smile on your face and thank God you're alive and still around
 
Life is a gift
Live it...
Enjoy it...
Celebrate it...
And fulfill it.
 
ขอบคุนมาก
 
รัก+คิดถึง
16 septembre

Vienna ที่รัก

 
ว่าจะไม่พูดถึงทริปนี้แล้วนะ เพราะมันสั้นมากๆ แต่ก็อดไม่ได้เพราะว่าเวียนนาเป็นที่มหัศจรรย์อีกที่นึงของเรา 
ประทับใจตั้งแต่เหยียบพื้นดินแล้ว อากาศดี ปลายร้อนต้นหนาว บ้านเมืองสะอาดตา ร่มรื่น ตึกสวย คนหน้าตาดีมาก
อะไรอีกล่ะ อ่อ ผู้คนทุกคนแต่งตัวดีจิงๆ ผู้ดีขนานแท้ แม้แต่ผู้คนที่เดินตามทาง
สถาปัตยกรรมช่างสอดคล้องกับคุณภาพชีวิตคนที่อยู่ ทุกอย่างมันดูดีหมด และที่สำคัญที่พักของพวกเราอยู่ในพื้นที่ที่ดีมากๆ
 
sightseeing กะ shopping area อยู่ในบริเวณเดียวกัน สามารถเดินได้อย่างสบาย ลงตัวมากๆ
โบสถ์ St.Stephansdom (เป็นโบสถ์ที่โมสาร์ทเข้าพิธีแต่งงานและสุดท้ายเป็นพิธีศพของเขาด้วย)
จุดเด่นของโบสถ์นี้คือหลังคาที่มีลวดลายสีสันสดใส สวยงาม เขาว่ากันว่าได้แรงบันดาลใจมาจากลายพรมซาราเซ็นของอาหรับ
ซึ่งโบสถ์ St.Stephansdom แห่งนี้สร้างขึ้นในปี คศ.1147 อีกทั้งมีตึกสูงๆ หรูหรา ฉากของแบรนด์ดังๆ ถูกสร้างประกบกับโบสถ์นี้ 
 
ที่สำคัญตามถนนคนเดินยังเป็นแหล่งรวมศิลปะทั้งภาพวาดและดนตรี มีการแสดงเปิดหมวก คาเฟ่ นั่งจิบกาแฟ กินเค้ก ร้านไอศครีม
เป็นเมืองที่เหมาะกะเราจิงๆ(คิดเอง) จะมีคนเล่นดนตรีตลอดสาย ทั้งคาริเน็ต กีตาร์ เครื่องดนตรีพื้นเมือง
แม้กระทั่งเปียโนทั้งหลังก็ยกมาตั้งให้ผู้คนได้ดื่มด่ำยามราตรี มีรถม้าที่เป็นเอกลักษณ์สำหรับนักท่องเที่ยวอยู่เต็มท้องถนนเลย สวยว่ะ
 
ออสเตรียเป็นบ้านเกิดของนักประพันธ์ระดับโลกมากมาย เช่นโมสาร์ท บราห์ม โยฮันสเตราส์ ฯลฯ มีรูปปั้นของพวกเค้าอยู่ด้วยในสวนสาธารณะ
ซึ่งอยู่ตรงข้ามโรงแรมเราพอดีเป็นสวนสาธารณะที่กว้างใหญ่(stadtpark) เดินเล่นตอนเช้า ชิว+เหงาจิงจัง
แถมฝนตกปรอยๆ โอ้โห ฆ่ากันให้ตายเลยดีกว่าเมืองนี้.......
 
การทำงานนับได้ว่าเป็นอีกไฟล์ทหนึ่งที่ยิ้มได้ หัวเราะ เล่นกับผู้โดยสารได้
(ตั้งแต่ทำงานมาเกือบปี นับครั้งได้ไม่เกินครั้งที่ห้า) ทำให้ทุกอย่างดีไปหมด เหนื่อยมากนะแต่สบายใจอย่างบอกไม่ถูก
ชีวิตคนเรามันก็จะเป็นแบบนี้แหละ วันนี้ดีวันนั้นร้าย สลับกันไป วันไหนดีก็มีกำลังใจสู้ต่อ วันไหนร้ายก็จำเป็นบทเรียน
สู้ต่อไปนะเพื่อนๆทุกคน.......
 
ปล.รูปโหลดได้น้อยตามเคย
 
 
รัก+คิดถึงจัง
 
 
 
12 septembre

MUC 08-09-07

 
ไอ้ที่ที่มันน่าเที่ยวแถมมีเพื่อนคนไทยไปอีกสองคนเนี่ย ดันให้เวลาสั้นจิง เซ็งเว้ย
ก็เลยไม่ได้ทำอะไรมากนอกจาก กิน ดื่ม คุย นั่งชิว
 
แต่แค่นี้ก็คุ้มแล้วแหละ แลกกับการที่ได้รู้จักเพื่อนใหม่ๆ และประสบการณ์การทำงานอีกหนึ่งวัน
 
เค้าว่ากันว่า ทุกย่างก้าวของชีวิตมีความหมาย มีสิ่งต่างๆที่ให้เรียนรู้และจดจำ ^___^
 
วันนี้มาแปลก.....รู้สึกช่วงนี้ตัวเองแปลกไป สับสนกับชีวิตมั้ง หึหึ ทำตัวลึกลับอีกแล้วกรู
 
 
 
ปล.แอมเว้ย ไปมิวนิคแล้วนะ แต่แกคงกลับไทยไปเรียบร้อยแล้ว เหอๆ เราชอบว่ะ อยากกลับไปอีก
 
ปล..รูปอ่ะโหลดไม่ได้เหมือนเมื่อก่อน มีอีกเยอะแต่ได้มาแค่นั้นแหละ ถ้าอยากดูเพิ่มก็ http://wellwisher55.multiply.com
 
ปล...ถ้าใช้เวลานานเป็นชั่วโมงในการโหลดแบบนี้ อาจเป็นสัญญาณว่าจะไม่มีพื้นที่แห่งนี้อีก มันคงอิ่มเต็มที
 
 
รัก+คิดถึงจ่ะ
4 septembre

RGN----->neighbor

 
อีกนิดเดียวก้อจะถึงบ้านอยู่แล้ว แต่เค้าเอาเราไปลงที่พม่าก่อนซะนี่
เอาวะลงก้อลง เลือกได้ที่ไหนล่ะ หึหึ.......
 
ครั้งแรกกับการไปเยือน ก็ดีนะ ย่างกุ้งอดีตเมืองหลวงก็ดูคล้ายๆกับชนบทบ้านเรา
และก็คล้ายกับเมืองในแถบเอเชียอีกหลายแห่ง ไม่วุ่นวายเท่าไหร่ ผู้คนนุ่งโสร่งเป็นเอกลักษณ์
ถือว่าเค้ายังรักษาวัฒนธรรมของเค้าไว้อย่างเหนียวแน่นมากๆ น่านับถือว่ะ คิดสภาพบ้านเรานุ่งผ้าถุง
โจงกระเบน ท่าจะสบายไม่ใช่น้อย อากาศร้อนชื้น ดูท่าจะชื้นกว่าบ้านเราด้วยซ้ำ เนื่องจากฝนตกบ่อย
วันที่ไปตกทั้งเช้าและเย็นเลย อ่ะนะ เที่ยวแบบเหี่ยวๆเซ็งๆกันไป......
 
ระหว่างทางก็จะเห็นต้นไม้ริมทางต้นใหญ่ วัดต่างๆเต็มไปหมด ห้างสรรพสินค้าไม่เกลื่อนตานัก
มีขอทาน เด็กขายโปสการ์ดให้นักท่องเที่ยว มีร้านกาแฟ ข้าวแกง แม้กระทั่งร้านก๋วยเตี๋ยว
(ที่ออกจะไม่เป็นร้านซักเท่าไหร่)อยู่ริมฟุตบาทตลอดทาง
โดยจะมีโต๊ะพลาสติกเล็กๆแบบของเด็กเก่าๆสำหรับรองรับลูกค้า
ดูน่ารักดี(แต่มันจะติดดินไปหน่อยนะ สงสารคนตัวใหญ่ๆ) ลองมองๆดูแล้วก็ไม่น่ากินอย่างที่คิด
ดูไม่ค่อยน่าไว้ใจ ก็เลยไม่ขอลอง(แต่ในใจก็อยากจะลองดูบ้าง) ไม่เสี่ยงจะดีกว่า.....
 
ไปถึงที่พักก้อประมาณสามทุ่มแล้วเนื่องจากการดีเลย์ของสายการบินนี้ ทำให้เวลาออกเที่ยวน้อยลงไปด้วย
แต่ก้อยังอุตส่าห์จะออกไปเดินสำรวจบริเวณแถวๆที่พัก ก็ปรากฎว่ามีเด็กขายโปสการ์ดเดินตามเป็นพรวนเลย
พูดภาษาอังกฤษเก่งซะด้วย พาเราเดินวนอยู่รอบนึงเพื่อไปหาที่แลกเงิน เด็กสามคนที่หวังว่าหลังจากเราแลกเงินเสร็จ
เค้าจะมีรายได้.....เราก็ทำตามนั้น แต่เกิดความไม่พอใจกันขึ้นเนื่องจากเราซื้อจำนวนไม่เท่าเทียมกัน
ทำให้เด็กที่เหลือร้องไห้ เดินตามเราประชิดมาก เฮ้อ..ก็เลยตัดปัญหาให้ไปอีก ยังไม่วายร้องไห้ไม่หยุด
เราก็เลยหันไปตวาดว่า "stop" เหอๆๆ เงียบทันทีเลยว่ะ(เลวเนอะ) ทำไงได้วะ เฮ้อ++
ก็จะเตือนว่าถ้ามันดึกแล้วอ่ะ ก็อย่าดันทุรังออกไปเปี้ยวคนเดียวแบบเรา ถึงแม้มันจะไม่อันตราย แต่ก็จะลำบากใจนะ
สงสารเค้า ทำให้เราคิดถึงที่บ้านขึ้นมาจับใจเลยว่ะ T T
 
เช้าวันใหม่ ฟ้าอึมครึม เพื่อนๆตื่นสาย รอรอรอรอ ไปเจดีย์ชเวดากอง ทองแท้อร่ามสวยงาม ฟ้าหม่น พาเศร้า(ติสแด๊กละ)
เดินวน ถ่ายรูป ไม่มีอารมณ์ ครบรอบ ประทับใจสถาปัตยกรรม แปลกตา โดดเด่น เจดีย์ไว้เก็บเศียรพระ
อาหารไทยเต็มรูปแบบนับสิบ อิ่มมาก ทุกคนประทับใจ ต่อด้วยเดินตลาด ขนผัก-ผลไม้ ฝนตกอีก กลับที่พัก
ดูช่องสาม^__^ ก่อนนอน>>>> zzz
 
ปล.มีรายการทีวีช่องสามบ้านเราด้วย
ปล+ย่อหน้าสุดท้ายเริ่มขี้เกียจ ขออภัย
 
 
รัก+คิดถึงนะ
 
 
27 août

ลอนดอนอะเกน

 
เดือนนี้ใช้ชีวิตอยู่แต่โดฮา ไม่ได้ออกไปสัมผัสโลกต่างมุมเท่าไหร่ เหี่ยวโคตร
ได้ไปลอนดอนเอาตอนสิ้นเดือน ยี่สิบสี่ชั่วโมงก็ยังดีวะ.......
 
ไปกะเพื่อนคนไทยอีกหนึ่งคน ก็เลยออกไปเก็บตกบันยากาดในเมืองลอนดอนกัน
ไอ้ที่วางแผนจะไปกันดันไม่ได้ไปเพราะนั่งรถไฟใต้ดินเลยสถานี(เผลอหลับ) เวงกำ
 
อากาศดีมากๆ ไม่มีฝน ไม่หนาว มีแดด สดใส ทำให้การเที่ยวสนุกยิ่งขึ้น โชคดีจิงๆ
ได้ไปเติมพลังชีวิตโดยการเที่ยวๆๆ สบายใจขึ้นเยอะเลย.......^__^
 
เดือนๆนึงผ่านไปเร็วมาก มีเรื่องราวมากมายให้ได้เรียนรู้ เป็นบททดสอบชีวิต
บางบทก็ยาก บางบทก็ง่าย บางครั้งลำบากใจที่จะต้องทำบททดสอบให้สำเร็จ แต่มันก็จะผ่านไป
ด้วยเวลาที่มันไม่หยุดรอให้เราคิดนานๆสักเท่าไหร่ ปล่อยวางมันไป หลับตาแป๊บเดียว ก็เช้าวันใหม่แล้ว...
 
**คิดถึงเพื่อนๆทุกคนเหมือนเดิมนะ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เรายังเหมือนเดิม**
 
 
ปล.ขอบคุนสำหรับคอมเม้นจากเพื่อนๆที่รัก ยิ้มได้แล้ว รักพวกแกมากๆ
 
8 août

ฟุ้ง........

 
ช่วงนี้กำลังฟุ้ง.....ก้อเลยต้องหาไรทำโดยการทำพื้นที่แห่งนี้ใหม่
หาเรื่องเที่ยว เที่ยว และเที่ยว ซึ่งการเที่ยวนี้คงเหงาน่าดู และก้อไม่รู้ว่าจะกลับไปตายรังรึป่าว
คงต้องรอดูกันต่อไป....บางทีคิดว่าที่ที่ดีที่สุดน่าจะเป็นบ้านนะ
คงเป็นเวลาที่ได้พักเต็มที่ที่สุดแล้ว ทั้งกายและใจเลยด้วย
 
ฟุ้งถึงวันเก่ากับความทรงจำเดิมๆ มันก็มีความสุขไปอีกแบบนะว่ามะ หะหะ
 
ขอวัคซีนต้านโรคฟุ้งได้มั้ย ฉีดไปคงจะเจ็บน่าดูเลย.....
 
go insane จิงจัง
 
6 août

Sealine~~~ทะเล๊ ทะเล

 
หน้าร้อนมากของที่นี่แม่งก็ร้อนจิงๆอ่ะ แต่ก็สู้ตายไปเที่ยวทะเลกัน.....
 
จากที่พักขับรถไปทะเลที่เค้าเรียกกันว่า Sealine ประมาณสี่สิบห้านาที
ไปชิวริมทะเล ดูผู้คนใส่บิกินี มีสระว่ายน้ำ แสงแดดเผากันจนเกรียมเลย
แต่ก็ดีกว่าชิวอยู่บ้านคนเดียว สมาชิกอีกสี่คน หนุกหนาน แต่กว่าจะสามารถเล่นน้ำกันได้
ก็ปาเข้าไปหกโมง แต่ยังไงทะเลบ้านเราก็ที่หนึ่งอยู่แล้ว
มีส้มตำไก่ย่าง มะม่วงมันขายด้วยเนี่ยดิ..กินขาด
 
เบื่อน้ำทะเลก็ไปสระว่ายน้ำ กว่าจะได้กลับก็เกือบสองทุ่ม แถมไปกินๆๆกันต่อ ต้องทำงานเช้าตรู่ด้วย..สู้ตายๆ
หมดไปอีกหนึ่งวัน.......พักกาย~พักใจ
 
คิดถึงทับแก้วอีกแล้ว เกือบทุกวันเลยที่ว่าง แย่ว่ะ ทำไงได้ ก็คนมันคิดถึงนี่หว่า
 
 
 
รัก+คิดถึง
2 août

Luxor 01-08-07

 
เริ่มเดือนใหม่ ด้วยการไปอียิปต์ ประเทศที่อยู่ในอันดับต้นๆที่อยากไป....
โดนเรียกจากสแตนบาย ก็ดีๆ แต่ได้พักแค่สามชั่วโมง แสดงว่ามีเวลาเที่ยวแค่หนึ่งชั่วโมงครึ่งเต็มที่
ถ้าหักเวลารถมารับและเวลาที่ไปถึงโรงแรม ก้อนั่นแหละเที่ยวได้แค่สี่สิบห้านาทีทริปนี้
(แล้วจะอธิบายทำไมก้อไม่รู้)......???
 
เอาเป็นว่าได้ไปเมืองลักซอร์ อากาศร้อนมากแต่ดีกว่าโดฮาหน่อยตรงที่ไม่อบอ้าวเท่า
ไปเที่ยววัดมา Karnak Temple เพื่อนร่วมงานคนนึงพาเที่ยว สบายเลย
มันกว้างใหญ่มาก เดินไม่ทั่วภายในสี่สิบห้านาที ก็เลยได้เที่ยวเท่าที่ได้อ่ะนะ
ประหลาดใจมากกับซากหิน รูปปั้น จิตรกรรมฝาผนังที่สวยงามมากๆ ใหญ่โตด้วยนะ สร้างยังไงวะ
เก่งจิงๆว่ะ ชอบมาก.....ก็ประทับใจกันไป แม้เวลาจะสั้น แต่คิดว่าถ้ามีโอกาสจะมาอีก มาเองเลยคราวหน้า
 
ชีวิตช่วงนี้ก็เรื่อยเปื่อยมากๆ ความชิวเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย เซ็งตัวเองว่ะ มีหลายอย่างที่ต้องคิด
หลายเรื่องที่ทำให้เสียใจ ถ้าไม่ได้ทำงานก็จะมีความเหงาเป็นเพื่อน ก็เลยคิดว่ายอมไปทำงานดีกว่ามั้ย
ถึงแม้จะเหนื่อยมากก็ตาม......ที่ที่เหมาะกะเราตอนนี้เห็นทีจะเป็นห้องครัว ทำหน้าที่เป็นคนครัวนี่เหมาะสุดละ
ไม่ต้องปั้นหน้าเยอะ เหอๆๆ ลาออกไปเปนผู้ช่วยกุ๊กท่าจะดีไม่น้อย........รอเวลาๆ
 
 
ชีวิตของเพื่อนๆพี่ๆน้องๆเป็นยังไงกันบ้าง แบ่งปันกันบ้างนะ ยังรัก+คิดถึงเสมอ
  
24 juillet

สิบห้าวันที่ผ่านไป

 
และแล้วช่วงเวลาที่รอคอยมาครึ่งปีก็หมดลงอย่างมีความสุข.....
ได้เจอครอบครัวแบบเต็มๆ เจอเพื่อนๆพี่ๆน้องๆ ได้กลับไปยังสถานที่ที่คุ้นเคย
สถานที่ที่พวกเราเรียกว่าโลกสมมติ สุขสุดๆแล้ว  ^__^
 
แม้ว่าจะมีเรื่องอึดอัดใจบ้าง แต่ก็หายแล้วล่ะ ปล่อยวางบ้าง ชีวิตอาจจะดีขึ้น
 
ขอบคุณทุกคนที่เต็มใจมาเจอกัน เฮฮากัน เวลาผ่านไปหนึ่งปีแล้ว แต่ทุกอย่างยังเหมือนเดิม
ขอบคุณมาก............
 
ดีใจกะน้องๆและเพื่อนๆทุกคนกับความสำเร็จ ออกมาเผชิญโลกความจริงด้วยกัน มามะ
อดทนและสู้ต่อไป...........
 
ตอนนี้ก็ตั้งตารอลีฟครั้งต่อไปเหมือนเดิม อีกห้าเดือน โหะๆๆๆ
 
แล้วเจอกันนะ
 
 
รัก+คิดถึง เหมือนเดิม